Profil de AsaneeE n n k a z *PhotosBlogListesPlus Outils Aide

Asanee Yuttasak

Occupation
Photo 1 sur 197
Autres albums (1)

E n n k a z *

ขอความรักดีดีไม่ให้
20 novembre

ให้มึง

ตอนผมใกล้จะจบม.หก
เพื่อนคนนึงมาบอกว่า มีลูกพี่ลูกน้องมันจะสอบโควต้าดนตรี ให้ช่วยดูแลให้หน่อย
พอได้คุยกันก็เลยรู้ว่าเป็นเด็กsnare ดูท่าทางมุ่งมัน
แล้วก็สอบติด
มาเป็นรุ่นน้องที่โรงเรียน มาเป็นรุ่นน้องที่วง มาเป็นรุ่นน้องศิลป์ญี่ปุ่น
 
ชื่อ รุต
 
เพราะได้คุยกันมาก่อน ก็เลยได้คุยกันมากขึ้น
เมื่อรุตเริ่มเรียนชั้นม.4 ผมก็อยู่ปี1แล้ว
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรายังคุยเล่นสนิทสนมกันได้
เพราะ วง นั้นมีความสัมพันธ์แบบที่ใกล้ชิดกันมากกว่ากลุ่มนักเรียนทั่วไป
 
 
รุตเป็นคนเนิร์ด
รุตไม่มีอะไรมากกว่าความเป็นคนเนิร์ด
รุตพยายามปฏิเสธว่าตนไม่ใช่คนเนิร์ด เพราะ
รุตได้หาความหมายของคำว่าเนิร์ดในพจนานุกรมแล้ว แปลว่า ผู้ที่คงแก่เรียน ซึ่งรุตยืนยันว่ารุตเล่นกีฬาและดนตรีควบกันไปด้วย
 
 
ช่วงเข้าค่ายระหว่างปิดเทอมที่โรงเรียน เป็นช่วงทีจะได้คุยเล่นมากกว่าปกติ
ทำให้เรารู้ว่า
 
รุต เนิร์ดจริงๆ
 
ที่พวกเรา(จริงๆอาจจะมีแค่ผม เจ พี่โจ๊ก)เรียกมันว่าเนิร์ด
ก็เพราะว่ามันมีความซื่อ อารมณ์ดี ไม่คิดร้ายกับใครจริงๆ
และ ขยัน มาก
ทั้งการเรียนภาษาญี่ปุ่น ช่วงนั้นรุตเพิ่งเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ มักจะมีคำถามหรือศัพท์ภาษาญี่ปุ่นมาถามอยู่เสมอ
บางครั้งมันเก่งกว่าผมอีก
 
 
อีกหนึ่งอย่างที่ยืนยันได้ว่ารุตเป็นคนเนิร์ด คือ เมื่อรุตมีแฟน
รุตรักแฟนมาก
มีครั้งหนึ่งเพื่อนเล่าให้ผมฟังว่า มีอยู่วันหนึ่งรุตดูกระวนกระวาย ใกล้ร้องไห้ เพราะไม่ได้คุยกับแฟนมาสองชั่วโมงแล้ว
 
 
 
รุตก็มีความฝันแบบที่เด็กเตรียมส่วนใหญ่มี คือการได้เป็นิสิตนิติจุฬาฯ
รุตตั้งใจเรียนมาก ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ เราะอยากเรียนนิติ
ช่วงม.6 รุตห่างหายจากวงการของเรา(วงการรุ่นแก่ๆที่จบไปแล้ว) ไปตั้งใจอ่านหนังสือ
จนคะแนนออก รุตโทรมาบอกคะแนน ซึ่งดีมาก
ดีแบบสบายใจหายห่วง
 
 
ตั้งแต่ที่ได้คุยกับรุตเรื่องเป้าหมายในชีวิต ผมบอกรุตไว้ว่า ถ้าติดจุฬาฯ จะเลี้ยงอากิโยชิ
รุตบอกว่าอย่าลืมเลี้ยง
 
จนผลออก ติดนิติจริงๆ
ดีใจกับความตั้งใจ ที่เห็นมันทุ่มเทและได้ผลที่คุ้มค่า
เมื่อวันประกาศผล รุตไปเที่ยวหัวหินกับพวกไอ้อ้วน
 
อ้วนบอกรุตปวดขาเข้าโรงพยาบาล
 
 
 
จนวันซียูเฟิรสเดท รุตบอกว่ายังอยู่โรงพยาบาล ต้องผ่าตัดกระดูกหรืออะไรสักอย่าง
ผมบอกไม่เป็นไร มาเจอกันเปิดเทอมเลยก็ได้
 
แล้วผมก็มารู้ข่าวจากโอ๊ต ญาติของมันที่ตอนนี้มาเรียนที่คณะเดียวกับผม
 
 
ว่ารุตเป็นมะเร็งกระดูก
 
 
ผมตกใจและช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งชนิดนี้
และผมก็ติดต่อรุตไม่ค่อยได้
 
แล้วก็ไม่ได้โทรหาอีก นอกจากส่งsmsไปบ้าง
 
 
 
 
แล้วชีวิตของผมก็อยู่ในวังวนการงานต่างๆที่ผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านไป
 
จนเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ทราบข่าวของรุตอีกครั้ง
 
จากบลอกของมัน
 
 
 
รุตเปลี่ยนไปมาก มากจริงๆ
 
 
 
อาการของรุตที่ผ่านมาไม่ดีขึ้นเลย
มะเร็งลามไปอีก
การเข้าคอร์สทำคีโมหลายครั้ง และการฉายรังสีสามสิบกว่าครั้ง ไม่ได้ผล
กลับทำให้ร่างกายของรุตอ่อนแอไปอีก
 
 
จากการทราบเรื่องของรุตผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั้น ทำให้ผมรู้สึกผิด โทษตัวเอง เสียใจ
ว่าทำไมถึงได้ทอดทิ้งมันไปตั้งนาน
 
 
วันต่อมาผมไปหารุตที่โรงพยาบาลศิริราช กับตาล อัวน พัด
เขียนการ์ดไปให้1ใบ
บอกว่า dont give up
สภาพรุตแตกต่างจากที่เห็นทางอินเตอร์เน็ต
นอนหลับตลอดเวลา
เพราะถ้าตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่รุตจะร้องออกมาเพราะความเจ็บปวดในร่างกาย
หมอจึงให้ยานอนหลับตลอดเวลา
เราได้คุยกับพ่อและแม่รุตสั้นๆ บอกให้สู้ต่อไป
 
สงสารพ่อและแม่ของรุตมาก พ่อและแม่ร้องไห้ทุกวัน
แต่เมื่อรุตตื่นขึ้นมาหรือต้องการความช่วยเหลือ พ่อและแม่ยังคงอบอุ่นและยิ้มให้รุตเสมอ
 
 
อาทิตย์ต่อมาโอ๊ตบอกอาการอีกว่าตอนนี้ไม่ดีแล้ว
รุตไม่สามารถหายใจได้เองแล้ว ต้องใช้เครื่องออกซิเจนช่วยหายใจตลอด
 
เมื่อไปหารุตที่โรงพยาบาล ครั้งนี้รุตไม่ได้หลับ หมอกำลังพ่นยาอยู่
เมื่อพ่นยาเสร็จ รุตก็กลับมาใส่เครื่องช่วยหายใจตลอด
รุตพูดไม่ค่อยได้ พูดได้เป็นคำๆ ไม่ยาวมาก เพราะรุตจะเหนื่อยมาก
 
พ่อรุตให้ผมนั่งคุยกับรุต
ผมไม่กล้าพูดอะไรเลย
กลัวรุตจะต้องพูดออกมาแล้วจะทำให้ร่างกายของรุตทำงานหนักมากขึ้นไปอีก
 
ผมได้แต่กลั้นน้ำตา
 
แต่ก็ได้คุยเป็นช่วงเวลาสั้นๆ
ไม่กล้าพูดถึงอนาคตที่สดใสเกินความจำเป็นว่าเมื่อไหร่จะไปกินอากิโยชิกัน
ไม่กล้าที่จะบอกแม้แต่ว่าให้เข้มแข็ง ให้ต่อสู้
ไม่กล้าบอกอะไรทั้งนั้น
พูดแค่นิดหน่อย ว่าวงจะแข่งช่วงไหน พี่โจ๊กบอกว่าอยากมาเยี่ยม ให้กลับมาเมืองไทยกันเจอกัน
 
 
จนถึงช่วงเวลาที่ผมจะต้องกลับ
ผมบอกว่า รุต กูไปก่อน เดี๋ยวมาใหม่
รุตลืมตาขึ้นแล้วยกมือสองข้างจะไหว้ผม
แล้วพยายามอย่างมากที่จะพูดว่า "ขอบคุณครับ"
 
 
ผมได้แต่ยิ้ม จับมือ แล้วบอกว่า สู้ๆนะเว้ย อย่าเพิ่งยอม
 
 
แล้วผมก็เดินออกจากโรงพยาบาลศิริราชกับความคิดซ้ำๆว่า
 
ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรที่จะช่วยมันได้อีก
 
 
 
 
 
หลับให้สบายนะ แล้วเจอกันอีก
มึงไม่ต้องเจ็บแล้วล่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
12 mai

อยาก

อยากไปเที่ยว
อยากนั่งดูทะเลนิ่งๆ
อยากขี่มอไซค์รอบเชียงใหม่
อยาก..
30 avril

life is a labyrinth

ชีวิตมันยาก
 
 
เพิ่งจะมีเวลาว่าง มานั่งคิดๆถึงpan's labyrinth ภาพยนตร์ที่ไปดูมากับนายเฟื่องฟูเมื่อหลายวันก่อน
pan's labyrinthกลายเป็นภาพยนตร์ที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตทันที
 
ตัวหนังไม่ได้สื่อให้เห็นความฝัน จินตนาการใสๆแบบวัยเด็กอย่างที่มีให้เห็นในหน้าหนังเลย
 
แม้แต่นิดเดียว
 
สิ่งแรกที่ได้จากpan's labyrinth คือความหดหู่ของชีวิต ความรุนแรง และการห้ามไม่ให้เด็กดูอย่างเด็ดขาด
ความหดหู่ที่เกิดจากหนังเรื่องนี้มันช่างมีพลังเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อหนังจบ ผมเคว้งคว้าง และจมอยู่กับความรู้สึกนั้นเป็นเวลานานเหลือเกิน
 
ดูแล้วอยากจะร้องไห้ แต่มันร้องออก
 
เพราะหนังมันโหดร้ายกว่านั้นเยอะ
 
ชีวิตมันยาก มันต้องเลือก เหมือนที่ต้องตัดสินใจ ว่าจะเลือกเดินไปทางไหนดีในเขาวงกต 
ทุกตัวละครในเรื่องต่างก็ต้องเลือกทั้งนั้น
บางคนก็หลงอยู่ในเขาวงกตของตัวเอง ยิ่งเดิน ยิ่งหลงลึกเข้าไปเรื่อยๆ...จนหาทางออกมาไม่ได้อีก
 
โชคดีที่หนังยังสร้างหลักฐานต่างๆให้ดูคลุมเครือได้อย่างฉลาด
เพื่ออะไร
เพื่อให้คนมาเถียงกันรึเปล่า
ไม่ใช่
หนังน่าจะให้เราเลือกจากการมองโลกของเราเองมากกว่า
 
 
 
 
 
 
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเอามาเทียบกับชีวิตจริง
 
เรากำลังอยู่ในเขาวงกตของเราเองรึเปล่า?
ทางที่เราเลือก มันจะใช่ มั้ย?
 
การใช้ชีวิต สิ่งที่เลือกทำ การเลือกก้าวทางเดินของชีวิต
ละคร
พีเอ
แอด
 
เราจะหลง หรือจะหาทางออกได้มั้ย?
 
ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
 

มีซิมโบลิกนึงที่อึ้งมาก คือ เรื่องนี้  ดูดีๆ จะมีเรื่องของคริสต์สาสนา เข้ามาเอี่ยวด้วย
18 février

ทำอะไร

ทุกวันนี้เราทำอะไรกันอยู่...
 
 
ลองถอยมาหนึ่งก้าว
 
 
 
ดูตัวเอง...
 
 
 
เหนื่อยมั้ย?
 

อ่านสเปซ เทน แล้วคิดถึงตอนเด็กมากๆ
ทุกวันอาทิตย์ที่จะต้องไปโบสถ์ ตอนบ่ายรวมญาติ แล้วต้องมาคิดกันว่า วันนี้จะไปกินข้าวที่ร้านอะไรดี
ป.สี่ถึงม.สามเลิกเรียนสามโมงสี่สิบ ต้องแอบวิ่งไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือหลังโรงเรียน เพราะต้องกลับมาซ้อมวงโยถึงทุ่มครึ่ง ทุกวัน
คิดถึงเวลานั้นมากๆ
 
 
 
 
ทุกวันนี้เราทำอะไรกันอยู่?
5 février

ไม่อยากเข้าภาคเลย

ไม่อยากเข้าภาคเลย
ไม่อยากแยกภาคเลย
ไม่อยากเข้าภาคเลย
ไม่อยากแยกเอกเลย
ไม่แน่ใจว่าจะเรียนอะไร
ไม่มันใจว่าชอบอะไรจริงจัง
แอดพีเอฟิล์มพีอาร์เอ็มซีเจอาร์สปีช
ไม่แน่ใจเลยว่าอยากเรียนอะไร
แต่บางทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เพราะจริงๆแล้ว
ไม่อยากแยกภาคเลย
แยกภาคเท่ากับต้องแยกกับเพื่อน
แยกกับเพื่อนก้เหมือนแยกภาค
 
พี่ส้วมบอกว่า
เอ็นมึงต้องร้องไห้แน่ๆ ต้องแยกกับเพื่อน
เพราะกูก็เกือบแล้วเหมือนกัน
อย่าร้องนะครับพี่
พี่จะจบแล้ว อย่าเพิ่งใจหาย
 
ทุกคนก็มีทางเดินของตัวเอง
แต่...ไม่อยากเดินคนเดียว